| ธุรกิจ กล้องวงจร ปิด ในไทยแข่งเดือด "เอช ดับเบิลยู" ชี้ผู้ประกอบการหน้าใหม่แห่เข้าตลาดอีกเพียบ รุกปรับตัวดึงสินค้าจากยุโรปตีตลาดเดือนหน้า ขณะที่ "วาตาชิ" ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 50% เชื่อตลาดยังแรงถึงปีหน้า ด้าน "ชับบ์" เห็นพ้อง คาดตลาดรวมพุ่งกว่า 100% ฟันธงอีก 2-3 ปี ย้ำชัดรายใดไม่รู้จริงอยู่ไม่รอดแน่
นายฐิติวุฒิ สง่าทอง ผู้จัดการฝ่ายวิศวะผลิตภัณฑ์ บริษัท เอช ดับเบิลยู เทคโนโลยี จำกัด ผู้ให้คำปรึกษา และออกแบบระบบ กล้องวงจร ปิด (CCTV) ทั้งภาค รัฐบาลและเอกชน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้ธุรกิจให้บริการระบบ กล้องวงจรปิด ในประเทศไทยมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง เนื่องจาก 2-3 ปีที่ผ่านมามีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาทำตลาดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะสินค้าที่มาจากประเทศจีน ไต้หวัน และเกาหลี ปัจจุบันมีสัดส่วนในตลาดรวมกว่า 60% ส่วนที่เหลือ อีก 40% เป็นสินค้าที่มาจากทวีปยุโรป ทั้งนี้คาดว่าผู้ประกอบการโดยรวมมีจำนวนหลายร้อยราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย
อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันบริษัทจะเน้นกลยุทธ์การแข่งขันทางด้านราคาเป็นหลัก โดยสินค้าที่นำเข้ามาทำตลาด เป็นสินค้าจากประเทศจีนและไต้หวัน แต่ภายในเดือนพฤศจิกายน 2550 นี้ บริษัทจะเปลี่ยนทิศทางการทำตลาด ด้วยการนำสินค้าจากฝั่งยุโรปเข้ามาทำตลาดแทน ซึ่งถือเป็นการเน้นคุณภาพสินค้ามากยิ่งขึ้น นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนขยายจำนวนตัวแทนจำหน่ายเพิ่มขึ้นอีกด้วย
"ความต้องการของตลาดยังมีมาก แต่สินค้าจีนเข้ามาเยอะ ทำให้มีการแข่งขันด้านราคาสูง อีกทั้งตอนนี้ผู้ประกอบการที่เน้นคุณภาพสินค้ามีจำนวนไม่มากนัก เราจึงต้องการเข้ามาทำตลาดตรงนี้" นายฐิติวุฒิกล่าว
ขณะที่นายยืนยง บัวทอง ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ กล้องวงจร ปิด ยี่ห้อวาตาชิ บริษัท ทีซีที แอ็คเซ็สซอรี่ จำกัด บริษัทในเครือบริษัท ทีซีที กรุ๊ป กล่าวว่า ปริมาณการใช้งาน กล้องวงจร ปิด มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี นอกจากนี้จำนวนผู้ประกอบการยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งการแข่งขันมีทั้งการแข่งขันทางด้านราคาและคุณภาพ โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ามีรายได้เติบโตจากปีที่แล้ว 50%
"แนวโน้มตลาด กล้องวงจรปิด จะบูมไปจนถึงปีหน้า แต่หลังจากนั้นต้องมาวิเคราะห์ตลาดกันอีกที เพราะมีจำนวนผู้ประกอบการเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้การแข่งขันสูงและรายได้ของแต่ละรายอาจลดลง ดังนั้นผู้ที่มีความรู้จริง จึงจะสามารถอยู่รอดได้"
ด้านนายวิทยา ฉัตรรัตนกุลชัย ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท ชับบ์ ประเทศไทย จำกัด ผู้ให้บริการชุดอุปกรณ์ระบบ กล้องวงจร ปิด กล่าวว่า แนวโน้มตลาด กล้องวงจร ปิด ในประเทศไทยยังคงดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาทำตลาดเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้สาเหตุที่ตลาดมีอัตราการเติบโตมากยิ่งขึ้น เนื่องมาจากหลายปัจจัย อาทิ เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การวางระเบิดตามสถานที่ต่างๆ รวมทั้งการปล้นร้านทอง เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเหตุการณ์สะสมที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคเห็นความสำคัญของ ความปลอดภัยมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ตลาด กล้องวงจร ปิด ในประเทศไทยยังสามารถเติบโตไปได้อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้บริการเพียง 20% ของตลาด ในประเทศไทยทั้งหมด โดยในปีนี้คาดว่าตลาดรวมจะมีอัตราการเติบโตกว่า 100%
นายวิทยากล่าวต่อไปว่า ถึงแม้ช่วงนี้ตลาดจะมีการแข่งขันกันรุนแรง แต่คาดว่าในระยะยาวอีก 2-3 ปี คาดว่าจำนวนผู้ประกอบการในตลาดจะลดลง ซึ่งหากรายใดไม่มีความรู้และความชำนาญ จะไม่สามารถอยู่รอดได้อย่างแน่นอน
"ภายในปีนี้ไปจนถึงปีหน้า จะคงมีรายใหม่เข้ามาในตลาด แต่อีก 2-3 ปี ผู้ประกอบการที่ไม่มีความชำนาญจะค่อยๆหายไปจากตลาด" |